posted on 22 Nov 2009 17:27 by slackaholics in Comic
สวัสดีทุกท่าน
คิดถึงจังเลย ห่างหายกันไปนานเลยที่เดียว กระผมขอสารภาพว่าช่วงนี้งานเข้าจริงๆ แล้วพอว่างเมื่อไหร่ ก็มีอะไรไม่รู้อยากทำเต็มไปหมด ช่วงนี้ก็ดันติดเกมอีก ชอบเล่นฟาร์มวิลล์บนเฟสบุ๊ค สนุกดีนะ ไม่รู้เหมือนกันว่าสนุกได้ไง ปลูกผ้กดิจิตอลไปวันๆ ปลูกกันจนไม่ได้ทำงานทำการเลย
นอกจากนี้ ก็ไปเล่นเกมชื่อ Muramasa: Demon Blade บนเครื่อง Wii จนเคลียร์ แบบว่าเก็บทุกฉากจบไปแล้วเรียบร้อย สนุกดี ใครมีเครื่อง Wii ขอแนะนำให้ไปหามาลองเล่นดูนะครับ เป็นเกมเิดินๆตะลุย แบบสองมิติ ฉากทั้งหมดจะเป็นภาพวาด ซึ่งลงสีได้สวยมากๆ เนื้อเรื่องและระบบต่อสู้ก็สนุกดี
เอาเป็นว่า ผมเล่นเกมเหล่านี้จนพอใจแล้วคับกลับมาวาดการ์ตุนแล้วคับ ขอโทษที่ทำให้รอ (ว่าแต่ใครรอไม่ทราบ)
ก่อนที่ผมจะนอกเรื่องไปมากกว่านี้ ขอกลับมาประเด็นของ "COMIC 8: กี่วันเสร็จ?" หน่อย จริงๆตอนนี้ก็พูดถึงเรื่องเวลาน่ะแหละครับ ประเด็นก็คือ งานบริษัทเนี่ยจะมี deadline พอสั่งงานมา นายก็จะบอกว่า เอางานให้เสร็จพรุ่งนี้ ในใจเราก็จะคิดว่า จะบ้าเรอะ ใครมันจะไปทำเสร็จ แต่ปากก็จะพูดไปว่า ได้ครับพี่ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจัดให้
เนื่องจากทำอะไรไทม่ทันซั๊กกะอย่าง ตอนนี้ผมก็ต้องมาเรียนรู้เรื่องการจัดตารางเวลาของตัวเอง ถ้างานที่ได้มาไม่สามารถทำให้เสร็จได้ทั้งหมด ก็ต้องมาเรียงลำดับความสำคัญ ว่าตัวใหนจะป็นต้องส่งจริงๆ ก็จะทำก่อน ถ้าตัวไหนส่งไม่ทันแล้วพอผ่อนผันได้ หรือผลกระทบจะไม่แย่มาก ก็อาจจะผ่อนผันไปก่อน ยังไงๆ ทุกๆคนก็มี 24 ชั่วโมงเท่ากันแหละเนอะ นอกจากนีผมจะต้องหาเวลามาเส่นเกมกับวาดการ์ตูนด้วย (ตรงนี้สำคัญมาก ยิ่งกว่างานเหอะ)
ตั้ม
ปล ใครรู็บ้างว่าจะแปะรูปยังไงลงบนบล็อกให้มันมีขนาดใหญ่ขึ้น โดยไม่ลดคุณภาพของรูปลง เพื่อนๆวัยผมเค้าเข้ามาก่านแล้วเค้าบอกกันว่า อ่านไม่ออก ตัวหนังสือเล็กเกิน สายตาฝ้าฟางกันหมดแล้ว
posted on 23 Oct 2009 10:49 by slackaholics in Comic
เ่อ่อ... ขอสารภาพว่า ผมเองก็ใช้ Blackberry ล่ะ
จริงๆ เหตุผลที่ใช้เครื่องนี้ก็เพราะว่าเพื่อนๆที่ใช้กันเชียร์กันให้ใช้เยอะ เพราะมีฟังค์ชั่นแช๊ดกับอีเมล์ เหมาะกับคนทำงานทีจำเป็นต้องสื่อสารหรือเช็คอีเมล์ตลอดเวลา และการที่เราจะแช็ตกับเพื่อนได้เนี่ย เราก็ต้องใช้ bb เหมือนกัน ไม่งั้นจะคุยกันไม่ได้ ช่วงหลังๆที่ผ่านมา ราคาก็เริ่มไม่แพงแล้วด้วย ใกล้เคียงกับพวกซุมซุง โนเกีย รุ่นดีๆทั้งหลาย ตอนนั้นก็เลยกัดฟันซื้อไป
ตอนแรกๆได้มาก็เห่ออยู่หรอก ใช้แช็ตกับเพื่อนตลอดเวลา นั่งกิ๊กๆๆๆ จนโดนชาวบ้านด่า เจอหินหน้าตาแปลกๆก็ถ่ายรูปอัพขึ้น facebook เข้าทันใด...ช่างล้ำสมัยเสี่ยนี่เรา
แต่พอใช้ๆ ไปก็เริ่มสังเกตุว่าแบตก็หมดเร็ว เพราะว่าเครื่องมันต้องต่อ GPRS ตลอดเวลา แล้วพอคุยนานๆไป เครื่องก็จะร้อนหูอีก นอกจากนั้น พอมีงานเข้ามาก็ได้รับอีเมล์ปุ๊ปเลย ก็เลยเอาอีเมล์งานออกไปจากเครื่อง ไม่งั้นได้ทำงานกันทั้งวันพอดี การออนไลน์ 24 ชม มันก็ดีอยู่หรอก แต่บางทีเราก็อยากอยู่สบายๆ โดยไม่ต้องได้รับอีเมล์หรือแช็ตตลอดเวลาเหมือนกันนะ
มาคิดๆดูก็เริ่มคิดถึงมือถือจอขาว-ดำ ที่ใช้ง่ายๆ ถ่านอยู่นานๆ เสียงชัดๆ ตกเท่าไหร่ก็ไม่พัง เดี๋ยวว่าจะลองกลับมาใช้ดู
ตั้ม
posted on 15 Oct 2009 20:54 by slackaholics in Comic
เคยได้ยินคำว่า “Deep Listening” มั้ยครับ
Deep
Listening เป็นแนวคิดที่สอนว่า เวลาเราฟังใครสักคนพูด เราจะต้องตั้งใจฟัง
โดยที่เราจะต้องฟังจนจบ แล้วก็นำสิ่งที่คู่สนทนาพูดออกมาตรึกตรองให้ถี่ถ้วนก่อนที่จะกลั่นกรองคำพูดเราออกไป
ถือว่าเป็นการเคารพในสิ่งที่คู่สนทนาที่ตั้งใจจะสื่อสารกับเรา
โดยที่ไม่ขัดในสิ่งที่เค้าพูดออกมา จนกว่าเค้าจะพูดจนจบ ซึ่ง Deep Listening
นี้จะมีความจะเป็นมากที่หน่วยงานผม เพราะเวลาทำงาน ทุกคนจะแย่งกันพูดโดยที่อีกฝ่ายยังพูดไม่จบ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ผมก็เป็นโรคนี้เหมือนกัน จะขอยกตัวอย่างเป็นบทสนทนาได้ดังนี้
หมายเหตุ: ในกลุ่มสนทนามีคนอยู่สามคนได้แก่
นาย ก, นาย ข, นางสาว ค
นาย ก: “นี่ๆ เค้าบอกว่าลูกหมีแพนด้าที่เชียงใหม่ได้ชื่อแล้ว ชื่อว่าอะไรใครรู้บ้าง”
นาย ข: “เออใช่
พูดถึงเชียงใหม่ นึกขึ้นมาได้พอดี ตกลงโครงการที่เราจะไปพัฒนาโรงเรียนที่ภาคเหนือ
จะไปกันเมื่อไหร่อ่ะ”
นางสาว ค: “อืมมมม โรงเรียนน่ะเหรอ เอ.... เออใช่
ว่าแต่เรื่องเรียนพิเศษที่ น้อง ก. จะไปลงสมัคร
ได้ไปลงกับเค้ารึยัง”
สังเกตุได้เลยว่า
ไม่มีใครคิดจะตอบใครเลยสักคน แล้วก็ไม่มีใครแย้งอะไรด้วย ตลกดี ต่างคนต่างพูดไปเรื่อยๆ
ผมก็เลยลองๆคิดเหตุผลที่ผมจะพูดแทรกอีกฝ่ายออกมา (ซึ่งผมทำบ่อยมาก) เขียนออกมาได้ตามนี้
1) คู่สนทนาพูดเนื้อหาบางอย่าง
ที่ทำให้เราฉุกคิดเรื่องที่ลืมไปขึ้นมาได้
2) คู่สนทนาพูดอะไรเนื้อหาไร้สาระ ไม่ควรค่าแก่การฟังเป็นยิ่ง
3) เราไม่มีสมาธิเอง คือแบบ...ไม่เคยฟังอะไรใครพูดอยู่แล้ว เหม่อลอยตลอดเวลา
4) เรามีความลำเอียงที่ไม่ดีกับคู่สนธนา เค้าพูดอะไรมา เราก็จะคิดว่าไม่ต้องไปฟังเพราะเราจะไม่เห็นด้วย ถึงแม้ว่าเนื้อหาจะดีมากก็ตาม
5) ยุ่งและป็อบเกิน ไม่มีเวลาฟัง
ในกรณีของผม
ผมคิดว่า โดยปรกติ ผมจะตกอยู่ในข้อหนึ่งไม่ก็ข้อสาม แต่ก็มีบางที่ที่ตกอยู่ในข้อสองหรือข้อสี่เป็นพักๆ
เหมือนกัน เอ่อ...แย่จัง... เคยพูดแทรกพี่คนนึงจนเค้าต้องบอกว่า
“หยุด ให้พี่พูดให้จบก่อนนะ” ...
ทำให้ผมคิดได้จริงๆว่าเป็นนิสัยเสียของผมที่ชอบพูดแทรก ตอนนี้ผมก็พยายามเต็มที่อยู่ล่ะครับที่จะฟังที่คนอื่นเค้าพูดจนจบก่อน จะต้องพัฒนาตัวเองให้เป็น
“deep listener” ให้ได้
ได้ยินมาว่ามีพี่คนนึงที่บริษัทก็มีปัญหานี้เหมือนกัน
จนตอนนี้เค้าต้องกำหนดข้อบังคับให้ตัวเอง ว่าจะให้เวลาคนอื่น (โดยเฉพาะลูกน้องตัวเอง) เป็นเวลา 5 นาที ก่อนที่เค้าจะพูดตอบ
ปรากฏว่าหลังจากที่ทำไปได้สักพัก
พอคุยๆกับลูกน้องแล้วก็เปิดโอกาสให้ลูกน้องเสนอความคิดเห็นนานๆ
เค้าก็ทนไม่ได้จนจะต้องพูดแทรกว่า...
“ขอโทษนะ
ที่พูดมาเนี่ย ใกล้จะจบยังอ่ะ”
ตั้ม
posted on 08 Oct 2009 21:03 by slackaholics in Diary
ฮัลโหล เทสๆ
ไม่ได้แวะมา up blog เลยอ่ะ พอดีงานเยอะจนหาเวลาอู้มาเขียนการ์ตูนแทบไม่ได้เลย นี่ขนาดผมคิืดว่าผมอู้งานเก่งแล้วนะ พอดีพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะไปเชียงใหม่อีก จะขึ้นดอยไปสร้างโรงเลี้ยงไก่....ไว้ออกไข่ (อ่ะนะ) ให้โรงเรียนตรงชายแดนพม่ากับพี่ๆที่บริษัืท ท่าทางจะสนุกดี ได้ข่าวมาด้วยว่า บนดอยที่จะต้องขึ้นไป ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ พอได้ยินก็ตกใจเลยทีเดียว คาดไม่ถึงว่าในเมืองไทยจะมียังมีบริเวณที่สัญญาณโทรศัพท์ไปไม่ถึงอีก
เดินทางขึ้นเหนือครั้งนี้ ผมว่าจะเอากล้องไปถ่ายพระอาทิตย์ขึ้นด้วย พอดีผมพึ่งถอยกล้อง dslr
มาได้ไม่นาน ไม่ได้ใช้เรย เสียดายตังต์ คาดว่ารากคงจะงอกไปแล้วเรียบร้อย
ช่วงนี้มีงานอดิเรกเต็มไปหมด ขอแต่เวลาเท่านั้นแหละ
งานกิจกรรมเพื่อสังคมของบริษัทเนี่ย ผมว่ามันสนุกดีนะ เพราะเหมือนกับเราได้ไปเที่ยว ได้ทำประโยชน์ให้สังคม แล้วก็ทำให้สนิทกับเพื่อนร่วมงานด้วย อันนี้ต้องขอบคุณพี่ที่บริษัทที่เป็นคนไปนำเสนอโครงการนี้ จนได้รับอนุมัติเงินมาก้อนนึง ให้เราเอาไปทำประโยชน์ได้ เหมือนกับไปเที่ยว แต่ก็มีจุดประสงค์ในการไป ว่างๆเดี๋ยวจะพยายามเก็บมุขเกี่ยวกับกิจกรรมเพื่อสังคมของบริษัทมาเขียนดีกว่า
ยังไงๆก็ขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกคนที่แวะเข้ามาเยี่ยมชม blog ผมนะครับ ตอนนี้ผมมี idea อยากเขียนเยอะแยะเลย ที่ผ่านๆมา เพื่อนหลายๆคนก็ได้เสนอแนะมุขฮาๆเดี่ยวกับบริษัทมามากมาย ใครมีมุขอะไร เอามากแชร์ๆกันก็ได้นะครับ ตอนนี้ไปตั้ง facebook page ไว้ด้วย มาทิ้งๆ comment ไว้เลยบน wall มีอะไรจะเสนอแนะก็เสนอนะ มีอะไรฮาๆที่บริษัทก็เอามาแชร์ๆกัน
ช่วงหลังๆ เพื่อนๆเอาแต่เสนอมุขเกี่ยวกับนายที่ทำงานไม่ดี ก็เลยคิดว่า...เดี๋ยวจะทำตัวละครเป็นลุงแก่ๆ ที่ไม่มีความเป็นนายที่ดี ขึ้นมาสักคนดีกว่า
เอาไว้ผมกลับมาจากชายแดนพม่าแล้วผมจะมา up blog ต่อนะครับ
ตั้ม
ปล ไปครั้งนี้ จะไปนอนเต้นท์
เอาถุงนอนที่ยืมมาจากญาติไปด้วย หยิบถุงนอนขึ้นมาดู เค้าเขียนไว้ว่า
"วิธีใช้และข้อแนะนำการใช้: ใช้สำหรับนอน" ...เอ่อ....ไม่รู้มาก่อนเลยนะเนี่ย...อยากถามมานานแล้วว่า ไอ้ที่เขียนวิธีใช้ทั้งหลายแล่
นี่เป็นกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภครึเปล่า ที่ชอบมากๆ คือวิธีใช้ตุ๊กตา
ที่เค้าเขียนว่า "วิธีใช้: ใช้กอด"
posted on 01 Oct 2009 20:58 by slackaholics in Comic
วันนี้จะขอมาเสนอความคิดเห็น เรื่องของภาษาในการบรรยายแผนงานหน่อย
ว่าจะเขียนเรื่องนี้มานานแล้ว
เดี๋ยวนี้เรื่องการบรรยายแผนงานการตลาดในบริษัท ต้องมีภาษาอังกฤษหลุดออกมาตลอดเวลา
ไม่ว่าจะเป็นใครนำเสนอก็ตาม เพราะเดี๋ยวนี้ศัพท์ทางการตลาด (หรือที่เรียกกันว่า
marketing terms) จะใช้กันเป็นนเป็นภาษาอังกฤษซะเยอะ
ซึ่งตรงนี้ผมว่ามันก็ไม่ได้เสียหายอะไรนะ
ยิ่งหลายๆสถาบันการศึกษามีการสอนวิชาการเงินหรือการตลาดเป็นภาษาอังกฤษกันหมดแล้ว
คำว่า marketing, strategy, plan, operate และหลายๆคำก็ใช้เป็นเสมือนคำทับศัพท์กันไปหมด
เพราะทุกคนที่ทำงานการตลาดก็จะรู้จักศัพท์พวกนี้ดีอยู่แล้ว
แต่เรื่องของเรื่องคือ
บางคนก็ใช้ภาษาอังกฤษได้พร่ำเพรื่อมากๆในการบรรยายงาน
จนทุกคำที่พูดออกมาแทบจะไม่มีภาษาไทยเลย ยิ่งบางที
คนพวกนี้กำลังบรรยายงานให้กับพนักงานในระดับที่ต่ำกว่า ซึ่งภาษาอังกฤษของผู้ฟังก็อาจจะไม่ได้ดีมาก
ตรงนี้ ผมคิดว่าเป็นความผิดพลาดของผู้บรรยาย ขาดความสามารถในการเป็นผู้นำที่ดี การจะใช้ศัพท์แสงอะไร
มันควรจะต้องดูด้วยว่าพูดกับใครอยู่ ถ้าใช้ศัพท์ที่หรูหรา ฟังดูดีมีการศึกษา แต่สื่อสารให้คนฟังไม่รู้เรื่องเลย ก็จัดได้ว่าเป็นการบรรยายที่ไม่ประสบผลสำเร็จ
อย่างใน
“comic 5: มาร์เก็ตติ้ง” ผมอยากจะแสดงตัวอย่างของคนที่ใช้ศัพท์มากเกินไปโดยไม่จะเป็น
ถ้าไม่ใช่ศัพท์ทางการตลาด ผมว่าใช้ภาษาไทยน่ะ ดีแล้ว ศัพท์ทั่วๆไปอย่าง take action,
respond, learn, communicate, inform อย่าใช้เยอะจะเป็นดี
แต่ผู้เขียนก็ยอมรับว่าตัวเองก็หลุดบ่อยเหมือนกัน เคยบรรยายงานอยู่
แล้วพบว่าตัวเลขในแผนงานผิด ก็เลยพ่นๆภาษาอังกฤษแปลกๆไป เอาให้คนดูงงๆ
แล้วก็ลืมสังเกตุว่าตัวเลขผิด เอาตัวรอดมาได้จนทุกวันนี้
จะว่าไป
พักหลังๆ หลายๆบริษัทก็มีการบังคับให้พนักงานเขียนแผนงานเป็นภาษาอังกฤษ ตรงจุดนี้
ผมก็ยังตั้งคำถามอยู่ว่ามันเป็นระบบที่ดีจริงๆหรือเปล่า เพราะถ้าส่งแผนต่อๆกันไป บางคนอาจจะอ่านกันไม่รู้เรื่อง
สื่อสารกันไม่ได้
จริงๆมันน่าจะขึ้นอยู่กับว่าแผนงานเหล่านี้ต้องมีการนำเสนอให้คนต่างชาติ
หรือคนที่อ่านภาษาไทยไม่ได้หรือเปล่า ถ้ามี ก็เหมาะสมที่จะจัดทำแผนขึ้นมาเป็นแผนภาษาอังกฤษ
แต่หลายๆบริษัทเค้าก็อธิบายเหตุผลนะ ว่าพนักงานบริษัทเค้า
ควรจะต้องอ่านภาษาอังกฤษให้ได้ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่พนักงานต้องฝึกให้อ่านให้ออก
แต่ยังไงๆ
ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ผมว่า...เราใช้ภาษาไทยสื่อสารกันเนี่ย ดีที่สุดนะ
ตั้ม